The Art of Mind Map – 18
มิถุนายน 4, 2018
Build what you want to see in the world
มิถุนายน 4, 2018
คลายความเหนื่อยล้า

คลายความเหนื่อยล้า

เทคนิคคลายความเหนื่อยล้า

เทคนิคคลายความเหนื่อยล้า

ท่าน ว.วชิรเมธี ได้เขียนในคอลัมน์ “สมดุลงาน สมดุลชีวิต” ไว้ว่า สมดุล คือ ภาวะที่สิ่งต่างๆ มีความลงตัวอย่างเหมาะสม หรือ อย่างพอดี สมดุลเป็นภาวะพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ของชีวิต เพราะอะไรก็ตามที่เสียสมดุล ก็จะสูญเสียปกติภาพของมันไปทันที ท่านยังกล่าวอีกว่า “สติ” คิอสิ่งสำคัญ
ในการจัดปรับให้เกิดสมดุลของการใช้ชีวิต และ การทำงาน หรือ ในทุกกิจกรรมของชีวิต

หลายๆ คน จัดสมดุลในการทำงานได้ไม่ดี ให้ความสำคัญกับงานมาก และ มักให้งานสำคัญ มาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ โดยไม่ได้ตระหนักว่าถึงมีงานมากแค่ไหน ต่อให้มีเงินมากแค่ไหน
หากสุขภาพย่ำแย่ก็คงไม่มีประโยชน์อันใด หรือ ทำงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ไม่รู้จักสร้างนิสัยที่ถูกต้องให้ตัวเอง เพื่อจะได้ทำงานอย่างเต็มที่ อย่างชาญฉลาด

เราสามารถสำเร็จอย่างสมดุลได้ เราลองตรวจสอบดูว่าหลายๆ อย่างที่เราทำอยู่ มันบั่นทอนชีวิตเรา หรือ มันส่งเสริมให้ชีวิตเราสมดุลกันแน่

งานสำคัญอย่างสมดุลได้ เราควรจะ
1. จัดสรรเวลาเพื่อรับประทานอาหารเช้า
อาหารเช้าถือเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดของวัน เพราะถือเป็นการเริ่มต้นวัน ซึ่งจะกำหนด
ชีวิตของเราไปตลอดทั้งวัน

มีคำกล่าวว่า “หากอยากจะมีวันที่ดี จะต้องกินมื้อเช้าอย่างราชา”
การรับประทานอาหารเช้าอย่างครบถ้วน ร่างกายจะสามารถนำพลังงานมาใช้ได้
อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ร่างกาย และ สมองทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ช่วยลดอาการอ่อนเพลีย หงุดหงิดง่าย รวมถึงการง่วงนอนด้วย
Source : honestdocs.co

2. ทำงานแบบชาญฉลาด
การทำงานไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณทำงานหนักเพียงใด แต่อยู่ที่คุณทำงานชาญฉลาดเพียงใด
การพยายามทำตัวให้ busy ตลอดเวลา เหมือนมดที่วิ่งวุ่นๆ ไม่ได้การันตีให้คุณทำงาน
ได้อย่างมีประสิทธิภาพเลย หลักการทำงานง่ายๆ มีอยู่เพียงเท่านี้

2.1 จัดลำดับความสำคัญงาน
ในการทำงาน จะมีงานอยู่หลากหลาย เทประดังเข้ามา ซึ่งแต่ละเรื่องก็มักจะบอกว่าเป็นเรื่องด่วนๆ ทั้งนั้น ซึ่งในหลายๆ ครั้ง บางเรื่องก็ด่วนจริง ส่วนบางเรื่องก็ไม่ได้ด่วนจริง ดังนั้น เราควรเรียนรู้ และ ทำความเข้าใจก่อนว่า งานใดที่เราสมควรให้เวลา เรื่องใดที่เราต้องทำเอง เรื่องใดที่หากไม่สำเร็จจะส่งผลเสียหายได้ ดังนั้นเราควรต้องเรียนรู้ที่จะจัดลำดับความสำคัญ ว่างานไหนควรจะทำก่อนงานไหนควรจะทำหลัง

2.2 จัดสรรเวลา
การกำหนดเวลาสำหรับงานแต่ละอย่าง เช่น ประชุม นัดลูกค้า โทรศัพท์ การทำรายงาน รับประทานอาหาร ว่าจะใช้เวลาประมาณเท่าไหร่ เป็นการป้องกันไม่ให้มีการทำงานซ้อนกันจนยุ่งเหยิง และ ยังเป็นอีกหนึ่งวิธีในการควบคุมให้เราอยู่ในเวลาที่เรากำหนดอีกด้วย
2.3 การกระจายงาน มอบหมายงาน
การกระจายงานให้คนอื่น หรือ มอบหมายงานเป็นเรื่องที่ให้คนอื่นมาช่วย ซึ่งจะทำให้เรามีเวลาไปทำงานอื่นๆ ที่สำคัญเพิ่มมากขึ้น
3. หยุดพักเพื่อทานมื้อเทียง
การทำงานโดยก้มหน้าก้มตาทำ หลายคนอาจคิดว่าเป็นการทำงานที่มีประสิทธิภาพ
แต่จากการศึกษาพบว่า ผู้ที่ใช้เวลาหยุดพักหายใจ จะทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่า
การที่ให้สมองได้พัก จะช่วยให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และ หากเราได้พักเบรคพร้อมกับเพื่อนร่วมงานด้วย ก็จะเป็นสิ่งที่ดีมาก เราจะใช้เวลานี้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน ความสัมพันธ์ในที่ทำงานดี มีผลช่วยให้ประสิทธิผลของการทำงานเพิ่มขึ้นด้วย
4. หยุกพักเพื่อเดิน
การได้พักเบรค โดยการเดินเล่นบ้าง จะช่วยให้คลายเครียด จากการทำงาน หรือ เรื่องอื่นๆ
ได้ด้วย อีกทั้งการเดินเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยเพิ่มพลังงานที่ดีที่สุดให้กับตัวเราได้ เพราะการเดินช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิต และ เพิ่มปริมาณออกซิเจน ให้กับเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกาย
ช่วยให้คุณรู้สึกตื่นตัว และ มีชีวิตชีวา

5. เมื่องานเยอะ ต้องหัดปฎิเสธอย่างนุ่มนวล
หลายๆ คน ไม่กล้าปฎิเสธงาน สารพัดงานมาหมด การปฎิเสธงานไม่ได้แปลว่าเราเป็นคน
แล้งน้ำใจ แต่การทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องอยู่บนพื้นฐานของปริมาณงาน
ที่เหมาะสมด้วย หากรับงานมาเรื่อยๆ โดยไม่คิดถึงความเร่งด่วน และ ความสำคัญของงานแต่ละอย่าง ในที่สุดก็จะเสีย “โฟกัส” ของงานหลักตัวเองไป

6. ตั้งเป้าหมายที่จะออกกำลังกายทุกๆ วัน
“ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ” ถึงมีเงินมีงานมากแค่ไหน แต่สุขภาพย่ำแย่ ก็คงไม่มีประโยชน์ ทุกอย่างต้องสมดุลกัน ต้องมีงาน มีเงิน และ มีสุขภาพที่ดีด้วย ถึงจะเรียกว่า ชีวิตสมดุลอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะทำงานหนักแค่ไหน อยากประสบความสำเร็จแค่ไหน ก็ควรมีเวลาใส่ใจสุขภาพด้วย

6 ข้อที่ควรจะใส่ใจ จะทำให้มีสมดุลระหว่างงาน ครอบครัว และ ชีวิตส่วนตัวได้ดีขึ้น การมีสมดุลทุกด้านจะช่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุขมากขึ้นด้วยค่ะ

แซม เสาวรัตน์ ศรีมโนทิพย์
โค้ชด้านภาวะผู้นำและชีวิตมีสุข
ผู้ได้รับลิขสิทธิ์อบรม Mind Map ThinkBuzan Licensed Instructor(TLI)

สมัยนี้มีคนสอน “วิธีทำงาน” หรือ “วิธีฝ่าฟันไปให้ถึงจุดหมาย” กันมาก แต่น่าแปลกที่ไม่มีใครสอน“วิธีพักผ่อน”เลย จนรู้สึกว่ามีคนพักผ่อนไม่เป็นเยอะอยู่ทีเดียว นี่เป็นความคิดของ
นะโอะยุกิ ฮนดะ นักเขียนและผู้บริหารชาวญี่ปุ่น

ในเช้าวันจันทร์ หรือเช้าของทุกๆ วัน ที่คุณไม่อยากจะตื่นจากที่นอนเพื่อลุกมาทำงาน หรือ

บางทีอาจจะเบื่อกับรถติด เบื่อกับการทำงานที่เต็มบนโต๊ะ ซึ่ง สิ่งเหล่านี้อาจทำให้ร่างกายของคุณรู้สึกเหนื่อยล้าลงได้ง่าย วันนี้เรามีวิธีที่จะช่วยให้ทุกๆ วันของคุณ สดใส และมีพลังมาฝากกันค่ะ

1. เข้านอนและตื่นให้ตรงเวลาทุก ๆ วัน ตัวเราจะได้เคยชินและไม่ไปง่วงในเวลาอื่น
2. นอนให้ได้ประมาณ 8 ชั่วโมง หรือสังเกตดูตัวเองว่า นอนกี่ชั่วโมงถึงพอ แล้วยึดเวลานั้นเป็นหลัก บางคนต้องการนอนมาก หรือน้อยกว่าคนอื่นก็เป็นได้
3. กินอาหารหรือของขบเคี้ยวทุก 3-4 ชั่วโมง เพื่อเพิ่มพลัง ถ้าปล่อยให้หิวหลายชั่วโมง จะรู้สึกไม่มีเรี่ยวแรง ให้กินอาหาร 3 มื้อแต่น้อย ๆ และ ขบเคี้ยวพวกผักผลไม้ หรืออาหารมีประโยชน์อีก 2 มื้อย่อยระหว่างวัน
4. รับประทานผัก และ ผลไม้ หรือ เลือกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ จะทำให้ร่างกายได้สารอาหารอย่างครบถ้วน และ เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน
5. ทำตัวให้มีสุขบ้าง เพราะความเครียดความเศร้าเสียใจดูดพลังงานของเราไป ถ้าคุณทำอะไรแล้วมีความสุขเพลิดเพลินช่วยให้หัวเราะ หรือยิ้มได้บ้าง ควรหาเวลาทำสิ่งนั้นบ่อยขึ้น
6. งดดื่มชากาแฟ พวกชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มมีกาเฟอีน จะทำให้หัวใจเต้นเร็ว หลับยาก ดื่มน้ำเปล่าดีกว่าค่ะ
7. ลดน้ำหนักส่วนเกิน ถ้าเราปล่อยให้อ้วนมากเกินไป ในขณะที่เรา เดิน วิ่ง หรือขึ้นลงบันไดเราจะรู้สึกเหนื่อยกว่าปกติ
8. อย่าออกกำลังกายก่อนนอน เพราะจะทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ร่างกายสดชื่น ไม่นึกอยากจะนอน
9. หมั่นตรวจสอบความเครียดว่ามากไปหรือยัง พยายามลดความเครียดด้วยการออกกำลังกาย
ทำโยคะ

แซม เสาวรัตน์ ศรีมโนทิพย์
โค้ชด้านภาวะผู้นำและชีวิตมีสุข
ผู้ได้รับลิขสิทธิ์อบรม Mind Map ThinkBuzan Licensed Instructor(TLI)