fbpx
Only those who risk going to far can possibly find out how far one can go.
14 พฤศจิกายน 2018
มองปัญหา ให้เหมือนกับ “เม็ดทราย” ถึงจะเยอะมากมาย แต่ทรายก็เล็กแค่ “นิดเดียว”
16 พฤศจิกายน 2018

ประวัติ Ray Kroc


ในโลกธุรกิจ การเป็นผู้ริเริ่มไม่ได้การันตีว่าจะเดินทางไปสู้ความสำเร็จได้ก่อนใคร กระบวนการที่นำไปสู่เป้าหมายนั่นซับซ้อนมากกว่าแค่การผลิตสินค้าและจำหน่าย ไหนจะคู่แข่ง ทิศทางตลาดและสิ่งต่างๆ ที่นอกเหนือการควบคุม สำหรับบางคนขอแค่ได้ยึดมั่นในอุดมการณ์ ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว แต่คงไม่ใช่กับ Ray Kroc ชายที่มีความทะเยอทะยานและเต็มเปี่ยมไปด้วยวิสัยทัศน์ที่เหนือว่าคนทั่วไป จนกลายมาเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังธุรกิจระดับโลก จนชื่อของเขาได้รับการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์

 

วันเด็กที่เริ่มฉายแววนักขาย

Raymond Albert Kroc ในวัยเด็กเป็นคนที่แสดงถึงความมุ่งมั่นและความมั่นใจออกมาให้เห็นเด่นชัด เป็นคนฉลาดและขยัน เขามีทักษะในการพูดที่ชักชวนผู้อื่นให้คล้อยตามอย่างง่ายดาย เขาหารายได้พิเศษที่ร้านขายของชำไปจนถึงขายน้ำมะนาวหน้าบ้าน เมื่ออายุ 14 เขากับเพื่อได้ขายแผ่นเพลงภายใต้ชื่อ Ray Kroc Music Emporium โดยที่เขาเล่นเปียโน แต่ก็ต้องยกเลิกในเวลาไม่กี่เดือน จากนั้นได้ทำงานขายน้ำอัดลมที่ร้านของลุง เป็นการเพิ่มพูนความชำนาญการขาย เขาได้เรียนรู้ว่ารอยยิ้มบวกกับความกระตือรือร้น ช่วยให้ลูกค้าซื้อสินค้ามากกว่าการตั้งจขายอย่างจริงจัง

เริ่มต้นอาชีพนักขาย แต่ทว่ากลับไม่ได้สวยอย่างที่คิด

ตอนอายุ 17 หลังจากที่ตัดสินใจออกไปผจญโลกแห่งความเป็นจริง เขาได้หาเลี้ยงชีพด้วยการเล่นเปียโนตามไนท์คลับ และเป็นดีเจสถานีวิทยุท้องถิ่น จากนั้นได้ทำงานหลากหลายตั้งแต่ขายเครื่องประดับผู้หญิง ไปจนถึงอสังหาริมทรัพย์ จนอายุ 21 เขาได้งานที่มั่นคงเป็นครั้งแรกในฐานะพนักงานของถ้วยกระดาษ ด้วยการเอาใจใส่ลูกค้าและทำงานหนักทำให้เขาเป็นหนึ่งในยอดนักขายของบริษัท

ในปี 1938 ขณะที่ขายถ้วยกระดาษ เขาได้พบกับ Earl Prince ซึ่งคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่า Multimixer คือ เครื่องทำมิลค์เชค และหลังจากทำงานอยู่ 16 ปี เขากลับรู้สึกว่ายังไม่มีสิ่งใดที่จะพาไปสู่โอกาสที่เขามองหามาตลอด เมื่อมองเห็นถึงศักยภาพในการเติบโตของเครื่อง Multimixer จึงตัดสินใจลาออกจากงานและเป็นตัวแทนจำหน่ายเพียงผู้เดียว ซึ่งในขณะนั้น เขามีอายุ 37 ปี ช่วงต้นของธุรกิจดำเนินไปได้ดี เขาขายได้ถึง 8,000 เครื่องต่อปี แต่ต้องประสบปัญหายอดขายที่ลดลง เนื่องจากร้านอาหารที่เขาขายสินค้าให้ มีระบบการจัดการที่แย่จึงทำให้กิจการไม่ค่อยดีนัก

 

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญกับการค้นพบ McDonald’s

ในขณะที่สถานการณ์เลวร้ายลงเรื่อยๆ เขาต้องประหลากใจเมื่อพบว่ามีร้านอาหารแห่งหนึ่งใน San Bernardino ยังคงสั่งเครื่องทำมิลค์เชคของเขาถึง 8 เครื่อง ด้วยความอยากรู้จึงทำให้เขารีบเดินทางจนไปเจอกับร้านอาหารฟ้าสต์ฟู้ดที่ชื่อ McDonald’s เป็นร้านขายแฮมเบอร์เกิร์เล็กๆที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ภายใต้การให้บริการที่รวดเร็ว

เมื่อมองเห็นโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจ เขาไม่รีรอที่จะพูดคุยกับสองพี่น้องแมคโดนัลล์ให้เปิดสาขาของร้านไปทั่วประเทศ ซึ่งพวกเขาไม่แสดงความสนใจในตอนแรก เนื่องจากยึดมั่นในอุดมการณ์และไม่อยากรับภาระหนักในการขยายกิจการ แต่ด้วยความพยายามอย่างถึงที่สุดแม้ว่าขณะนั้นเขามีอายุ 52 ปีแล้วก็ตามแถมยังป่วยด้วยโรคเบาหวานและโรคไขข้ออักเสบ

ภายหลังเขาได้ร่วมลงทุนเป็นหุ้นส่วนกับสองพี่น้อง เพื่อเข้ามาบริหารงานในการขยายสาขา และจากนั้นก็ซื้อกิจการมาบริหารต่อ ด้วยหัวคิดทางธุรกิจที่หลักแหลมและวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล เขานำเอารูปแบบของเฟรนไชส์มาจัดการธุรกิจพัฒนาตั้งแต่ การบริหารจัดการ การผลิตสินค้า การขายและการบริการ จนในที่สุดสามารถขยายสาขาออกไปได้ทั่วประเทศและกลายเป็นเบอร์หนึ่งของเฟรนไชส์ธุรกิจอาหารที่ใหญ่ที่สุดในโลก

แนวคิดแบบ Raymond Albert Kroc

  1. ความมุ่งมั่นและไม่ยอมแพ้

ผลพวงมาจากนิสัยส่วนตัวบวกกับพื้นฐานครอบครัวที่ไม่ได้ร่ำรวย หล่อหลอมให้เขากลายมาเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นและไม่ยอมแพ้กับอะไรง่ายๆ ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งความปรารถนา เมื่อเล็งเห็นว่าสิ่งนั้นมีศักยภาพมากพอในการเติบโตและคุ้มค่ากับการลงทุน

  1. มองเห็นโอกาสที่ซ่อนอยู่ ในขณะที่คนอื่นมองไม่เห็น

ไม่ว่าจะทำอะไรหรือกำลังเผชิญกับอะไร เขาพยายามที่จะมองหาโอกาสที่อาจจะซ่อนอยู่เสมอ และด้วยความเชื่อส่วนตัวของเขาที่คิดว่าโอกาสดีๆ อาจผ่านมาแค่ครั้งเดียว จึงไม่แปลกใจเลยว่าแม้อายุจะมากแต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคในการตัดสินใจทำธุรกิจที่ส่งผลต่อชีวิตเขาไปตลอดกาล

  1. กล้าได้กล้าเสีย ไม่ลังเลเมื่อมองเห็นโอกาส

ไม่ลังเล ไม่รีรอ ตัดสินใจรวดเร็ว เมื่อคิดไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนแล้ว เป็นคุณสมบัติหนึ่งที่ทำให้เขามาได้ไกลจากเซลส์แมน จนกลายมาเป็นผู้ปลุกปั้น McDonald’s ให้ประสบความสำเร็จได้